ข่าววันนี้ » เพลง
Duckie KK - 26 ตุลาคม 2561 | แก้ไข

Everose วงร็อกน้องใหม่ฝีมือเกินวัยที่ใช้ “ตัวตน” ถ่ายทอดดนตรี

Everose วงร็อกน้องใหม่ฝีมือเกินวัยที่ใช้ “ตัวตน” ถ่ายทอดดนตรี

 

“เวลาพูดถึงชาวร็อก สีที่คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงก็คือสีดำ เราเองก็ชอบสีดำนะ แต่งตัวก็เป็นโทนสีนี้กัน แต่เราต้องการนำเสนอว่าชาวร็อกไม่จำเป็นต้องดูโหดหรือเป็นชาวร็อกเสื้อดำเสมอไป เราอยากให้วงเราเป็นชาวร็อกแบบที่เข้าถึงได้ เลยใช้ชื่อ Everose ซึ่งเป็นชื่อรหัสสำหรับสีพิงก์ โกลด์ ของนาฬิกายี่ห้อดัง”

สี่หนุ่มสายร็อก ครีม-ธัญเทพ เหล่าทรัพย์ทวี (ร้องนำ), บุ๊ค-พฤกษ์ วรรณพฤกษ์ (กีตาร์), เตอร์-กิจฏิพัฒน์ สุวราห์วรรณ (กีตาร์) และ นาม-ธาวิช ธรดุษฎี (กลอง) เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงที่มาของชื่อวงที่ดูคอนทราสต์กับแนวเพลง

ทั้งสี่คนเป็นนักศึกษาจากสามมหาวิทยาลัยที่มารวมตัวกันได้เพราะความฝันในการทำเพลงที่ตรงกัน แม้รายละเอียดวงดนตรีที่แต่ ละคนชอบอาจจะต่างกันอยู่บ้าง แต่ความต่างนั้นก็กลายเป็นจุดที่สร้างความน่าสนใจให้กับดนตรี ของพวกเขา อย่างเช่นการร้องที่มีกลิ่นอายของกรันจ์ยุคเก่า ผสมกับวิธีการคิดดนตรีแบบโมเดิร์น รวมถึงการใส่ซาวนด์สังเคราะห์ลงไปในเพลง “ตัวตน” ซึ่งเป็นซิงเกิลเปิดตัวของพวกเขา ภายใต้สังกัดสนามหลวงมิวสิก

 

“เราเล่นเพลงร็อกเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้เพลงที่ มี synthesizer มีเยอะมาก จนผมยกให้เป็นเมนสตรีม ณ ชั่วโมงนี้เลย เราเล่นดนตรีหนักแล้วใช้ซินธ์เก่าแบบปลายยุค 1980s-1990s มาทับ ซึ่งพี่หนุ่ม วง Nobuna (ชนน รัตนวิโรจน์) โปรดิวเซอร์ของเราเรียกว่า ซินธ์ Rockman เพราะมันคือซาวนด์เหมือนในเกมนั้นเลย เป็นซาวนด์แบบเพลงป็อป เพลง ‘ตัวตน’ ก็เลยมีความเป็นร็อกซินธ์” บุ๊คอธิบายส่วนผสมในเพลงแรกของ Everose 

 

ทั้งที่รู้ว่าเพลงช้า เนื้อหาพูดถึงความรักอย่างตรงไปตรงมา อาจจะมีโอกาสติดหูคนฟังมากกว่า แต่ Everose ก็เลือกที่จะแนะนำตัวกับคนฟังด้วยเพลงที่บ่งบอกตัวตนของวงมากที่สุด ทั้งเนื้อหาที่สื่อถึงความเป็นตัวเองและดนตรีที่มีความหนักแน่น ชวนโยกหัวไปตามจังหวะ ซึ่งถ่ายทอดผ่านเสียงร้องของครีมที่ตีความเพลงนี้ในการร้องว่า “สำหรับผมมันสื่อถึงการที่ทุกคนอาจจะถูกตีกรอบจากคนรอบตัวแต่จริงๆ เรามีความเป็นตัวของเราเองอยู่ ไม่ได้จำเป็นต้องทำตามกรอบ เรามีอะไรที่พิเศษกว่านั้น แล้วนี่ก็คือตัวตนที่ เราอยากจะถ่ายทอดออกมา ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นตัวตนที่ดี ที่สุดของเรา”

ช่วงก่อนพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัยเป็นช่วงวัยที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างการเดินตามความฝันหรือจะเลือกเดินทางในแบบ safe zone และเก็บเรื่องดนตรีไว้เป็นเพียงงานอดิเรก Everose เองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ต้องตัดสินใจ เพราะทุกคนผูกพันกับเสียงเพลงมาตั้งแต่เด็กและสะสมความมุ่งมั่นมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน

 

เริ่มตั้งแต่ครีมที่มีความฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่ ป.3 หลังจากได้ดูคอนเสิร์ตของ Bodyslam, บุ๊คที่เริ่มเรียนเปียโนมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กอนุบาล ก่อนหันมาจับกีตาร์ไฟฟ้าตอนมัธยม และทำงานพาร์ตไทม์เป็นเทคนิเชียนให้กับวงดนตรีดังอย่าง Getsunova และ Sweet Mullet มาตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย, เตอร์ที่เริ่มจากเปียโนเช่นกัน แล้วจึงค่อยตามด้วยการฝึกกีตาร์เอง และนามที่ประทับใจการตีกลองของ เคน วง Zeal จนขยับจากเปียโนที่เล่นมาตั้งแต่ 3 ขวบ มาจับไม้กลองและถึงขนาดที่ได้ เป็นตัวแทนไปแข่งดรัมไลน์ไกลถึงอเมริกา

 

“คนวัยเดียวกันกับเราที่อยากเป็นศิลปินมีอยู่เยอะ แต่ผมว่ามันอยู่ที่อุดมการณ์ ของแต่ละคนว่าหนักแน่นแค่ไหน บางคนเล่นเก่งมาก แต่ติดอยู่กับความคิดว่า ทำอะไรก็เกิดยาก ก็เลยไม่เลือกที่จะไม่ทำต่อ ผมว่าโลกทุกวันนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นคนเก่งหรือไม่เก่ง แต่อยู่ที่ว่าเรามีความหนักแน่นกับมันแค่ไหน” ครีมพูดถึงความฝันในการเป็นศิลปิน ซึ่งเป็นความฝันร่วมของวัยรุ่นอีกมาก โดยมีบุ๊คช่วยเสริมว่า “พอฝันแล้วเราก็อยากจะลองทำมันให้ได้ คำพูดที่บอกว่า ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง มันเลยเป็นสิ่งที่ผลักดันเรามาตลอดจนถึงจุดนี้ครับ”

 

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

Sanamluang Music

แสดงความคิดเห็น

ติดตามเราจากช่องทางอื่นๆ